megaman's profileMaximas spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 06

    คิดถึงมาก คิดถึงเหลือเกิน

    เรื่องโดย....ฮักก้า :: thinksea@hotmail.com

    อ่าน “เวลาในขวดแก้ว” นวนิยายของ ประภัสสร เสวิกุล มีบางบรรทัดเคยกล่าวว่า “เสน่ห์ของชีวิตคือการไม่อาจคาดเดาอะไรล่วงหน้าได้”

    เพ่งมองดูภาพเขียนของ อิศรา ปานประสิทธิกุล และได้ฟังถึงเหตุผลของเรื่องราวที่เขาถ่ายทอดออกมา ฉันสรุปได้กับตัวเองเหมือนกันว่า … “เสน่ห์ของวันเวลาที่ผ่านเลย คือการมีความทรงจำดีๆไว้ให้คิดถึง”

    คุณๆเคยใช้สัญลักษณ์ใดสื่อแทนความคิดถึงของตัวเองบ้างคะ สำหรับศิลปินแห่ง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ศิษย์เก่า คณะศิลปกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เช่นอิศรา ผู้ให้ความสำคัญต่อสถานที่ ความงดงามในลวดลายการตกแต่งสถาปัตยกรรมมากกว่าวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คน ได้สื่อความคิดถึงนั้นผ่านภาพเขียน ที่มีโครงสร้างของสถาปัตยกรรมอันสวยงามเป็นฉากหลัง และมีสัตว์เลี้ยงอย่างแมว เป็นตัวละคร

    ที่ว่าแมวเป็นตัวละครนั้นก็เพราะว่า งานชุดล่าสุดที่อิศรา นำออกแสดงร่วมกับเพื่อนพ้องในนามกลุ่ม “แป้นเกล็ด” ณ 9Art Gallery แกลเลอรี่ใจกลางเมือง จังหวัดเชียงราย ของศิลปิน สมพงษ์ สาระทรัพย์ เขาต้องถ่ายทอดให้มันเป็นเหมือนนวนิยาย หรือ บทละคร บทหนึ่ง

    ที่สะท้อนถึงความฝันในวัยเยาว์ บ้านเก่า ความรู้สึกดีๆที่ผ่านมาแล้ว และผ่านเลยไป หรือแม้แต่ห้วงเวลาแรกของความรัก ซึ่งแมวในภาพอาจแทนตัวเขาเอง กับสิ่งที่อยู่ในใจเขา

    “ผมพยายามทำให้ภาพแทนความรู้สึกเคลิ้มฝัน ความรู้สึกดีๆในอดีต ที่มันไม่กลับมาแล้วหล่ะ”

    กว่าสิบปี ที่อิศราสร้างสรรค์งานจิตรกรรมที่ฉายภาพให้เห็นความงามของแสงเงาในงานสถาปัตยกรรม และเกี่ยวพันกับความรู้สึกในอดีต และเมื่อถึงเวลาที่เขาเห็นว่าภาพของเขาน่าจะบอกเล่าออกมาเป็นนวนิยาย หรือบทละครของความคิดถึง เขาก็ยังคงไม่ทิ้งเอกลักษณ์เดิมๆในงานที่ฝึกฝนมาโดยตลอด

    ส่วนเหตุผลที่อิศราเลือกแมวเป็นตัวเอกในภาพของเขานั้น เจ้าตัวเล่าว่า

    “ก่อนนั้นผมเคยเลี้ยงแมววิเชียรมาศ แต่เวลานี้มันตายไปแล้ว ตอนที่กำลังทำงานก็เปิดแมกกาซีนเจอแมวสีสวาด รู้สึกประทับใจ ตอนหลังแฟนก็เอาแมวสีสวาดมาเลี้ยง จึงรู้สึกผูกพัน และนึกถึงแมวของตัวเอง ผมว่าแมวมันเป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดกับคนนะ แม้แต่ถ้าเราได้ย้อนไปอ่านเรื่องราวในราชสำนักสมัยก่อน ก็จะเห็นว่านิยมเลี้ยงแมวกัน”

    ถ้าสังเกตให้ดี ในภาพบางภาพของอิศรามีผีเสื้อบินอยู่คู่หนึ่ง เขาว่ามันคือสัญลักษณ์หนึ่งที่เขาต้องการบอกถึงความรู้สึก ในช่วงเวลาแรกๆที่เขาคบหากันกับคนรัก ซึ่งเป็นความคิดถึงอันหนึ่ง ในจำนวนความคิดถึงทั้งหลายทั้งมวลที่เขาได้หวนระลึกถึง

    ผลงานแทนความคิดถึง ที่มีชื่อภาพที่ตั้งเป็นต้นว่า คิดถึง, คิดถึงมาก, คิดถึงเหลือเกิน ฯลฯ ของอิศรามีให้ชมจำนวน 6 ชิ้นเป็นงานจิตรกรรมแบบเหมือนจริง ที่ถ่ายทอดผ่านเทคนิคสีอะครีลิก และ อะครีริกบวกทองคำเปลว และเป็นงานต่อเนื่องกันกับงานจำนวน 3 ชิ้น ที่เขาเคยจัดแสดงมาแล้วในงาน ศิลปกรรมมิตรภาพเอเชีย 2004

    ผลงานรางวัลชนะเลิศ จากนิทรรศการจิตรกรรมแบบเหมือนจริง ที่จัดโดยธนาคารกสิกรไทย และตลอดช่วงเวลาของการเป็นคนทำงานศิลปะ เป็นเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งว่ามันไม่ใช่แค่ความถนัดเท่านั้นที่ทำให้เขายังคงสร้างสรรค์งานลักษณะเหมือนจริงออกมาเรื่อยๆ แต่ยังมีความรักในการสร้างสรรค์เป็นตัวจุดประกายที่สำคัญอีกด้วย

    เพียงแต่ว่าเป็นความเหมือนจริง ที่ได้ผ่านล่วงเลยเวลามามากแล้ว
    หากในความคิดถึงนั้นยังคงมีเรื่องราวบางสิ่งกระจ่างชัดและงดงาม


    .............
    ชมผลงานของ อิศรา ปานประสิทธิ์ ได้ ณ 9Art Gallery 786/11 หมู่ 3 ถ.พหลโยธิน ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย โทร. 0-5371-9110

    ภาพของคนรักฝน

    “ผมเป็นอิมเพรสฯ ผมชอบที่จะรับพลังจากแสงอาทิตย์แล้วส่งพลังเหล่านั้นมาสู่ชิ้นงานเหมือนแวนโก๊ะ หากวันไหนไม่มีแสง หรือฝนตก วันนั้นผมจะไม่ทำงาน”

    ชอง ฮอน ฟัต ศิลปินชาวปีนัง เคยบอกไว้เช่นนั้น

    แต่ฤดูที่ฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายเช่นนี้ คงยากที่จะมีศิลปินคนไหน ซึ่งรักการสาดแสงของดวงอาทิตย์เป็นนักหนา พอใจที่จะนั่งลงวาดภาพ ได้โดยไม่บ่นเบื่อเรื่องฝนตก

    รวมถึงบรรดานักถ่ายภาพก็เช่นกัน เรื่องของแสงเป็นเรื่องที่ต้องรีบช่วงชิง เวลานึกอยากจะลั่นชัตเตอร์เก็บภาพบางภาพ

    บ่อยครั้งที่ฉันเห็นช่างภาพหลายคน ทำหน้าเสียอารมณ์ พร้อมกับเอ่ยปากบอกว่า “แสงไม่มีเลยว่ะ” ขณะยืนอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์สวยๆ แต่ทว่าวันนั้นเป็นวันที่ท้องฟ้าช่างอับแสงเสียเหลือเกิน

    เรื่องของฤดูกาลเป็นเรื่องที่ว่ากันไม่ได้ เพราะเข้าเดือนหก ฝนก็ย่อมต้องตก พรำพรำ อย่างที่ในเพลง “ฝนเดือนหก” ของ “รุ่งเพชร แหลมสิงห์” เขาร้อง

    ในยามที่ฝนตกช่วงเป็นเวลาที่ต่อมความเหงาของมนุษย์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่มีใครบางคนนั่งทำหน้าอ้อยสร้อย มองออกไปนอกหน้าต่าง นึกอะไรไปได้ไกลโพ้น

    และมีไม่น้อยที่บีบน้ำตาออกมาแข่งกับสายฝน เป็นข้อเท็จจริงที่ใครหลายคนไม่กล้ายอมรับ เพราะกลัวจะถูกประณามว่าช่างเป็นคนที่อินกับดินฟ้าอากาศเสียเหลือเกิน คงจะดีไม่น้อยถ้ามีศิลปินหรือใครซักคนลุกขึ้นมาแปรความเหงาเป็นงาน

    ฉันมีเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งจะเล่าให้ฟัง...

    เธอไม่ใช่คนทำงานศิลปะ ในนิยามที่วัดกันโดย การทำมาต่อเนื่องยาวนาน

    หลังจากที่ได้รับคำตอบจากแพทย์แน่ชัดแล้วว่า ชีวิตนี้ เธอไม่สามารถที่จะลุกขึ้นเดินเหินได้เหมือนคนปกติทั่วไป คลายจากความโศกเศร้า เธอพยายามมองหาอะไรสักอย่างทำ เพื่อเป็นการเติมเต็มชีวิตให้ดูมีค่าและไม่น่าเบื่อหน่ายเสียจนเกินไป

    เธออ่านพบถ้อยคำบอกเล่าของกวีหญิงคนหนึ่งที่มีคุณพ่อเป็นอัมพาต ในหนังสือรวมปาฐกถาเรื่อง “ดุลยภาพแห่งชีวิต” และถ้อยคำเหล่านั้น มันก็ทำให้เธอเรียกพลังของชีวิตที่เคยมีคืนมาได้มากขึ้น

    คุณพ่อของกวีหญิงคนนั้น มีงานอดิเรกด้วยการถ่ายภาพทางหน้าต่างห้องนอน มุมเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    ถ้าเป็นคนที่มีร่างกายปกติ คงไม่มีใครหลงใหลที่จะถ่ายภาพมุมเก่ามุมเดิมตลอดไปใช่ไหมคะ แต่เพราะว่าชายคนนั้นพิการ สายตาของเขาจึงได้มีโอกาสหยุดมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา ตรงหน้า

    ราวตากผ้านอกหน้าต่าง บางเวลามีผ้าตากอยู่เต็มไปหมด บางเวลามีนกบางตัวบินมาเกาะ บางเวลาแสงบางแสงสาดลงมาไม่เท่ากัน และบางเวลาที่ผ้านั้นเปียกฝน มุมๆเดิม แต่ภาพไม่เคยซ้ำ

    โชคชะตาของชีวิตที่ไม่อยากรับไว้ เกิดกับผู้หญิงคนหนึ่งของฉัน ในช่วงฤดูฝน เมื่อนึกถึงเรื่องที่เคยอ่าน เธอก็ขอนำบางเสี้ยวตอนมาปรับใช้กับชีวิตตัวเองบ้าง

    ทุกวันเธอเห็นคนที่บ้านกลางร่มและสวมรองเท้าแตะลุยน้ำออกไปทำงานและทำธุระนอกบ้าน

    ยามที่ร่มสีสวยหลากสีของคนในบ้านและบรรดาหลานๆ ถูกนำกลับมาตากเรียงกันไว้เต็มลานซีเมนต์หน้าบ้าน เธอมีความสุข และนึกอยากจะวาดภาพ
    ยามที่ร่มไม่อยู่ แต่มีเพียงฝนเท่านั้น ที่ไล่เสียงลงมาตามหลังคาบ้านให้ได้ยิน จากตกเบาๆก็เริ่มตกหนักเข้า.. และหนักเข้า

    ภาพของฝนที่ตกลงสู่พื้น กระดอนขึ้นเป็นดอกฝนบานสะพรั่ง สวยงามได้ไม่แพ้ไม้ดอกตามต้นเช่นกัน ...และเธอก็เลือกถ่ายภาพเก็บไว้

    บางครั้งฉันเคยแลกเปลี่ยนกับเธอ “หน้าฝนเช่นนี้ถ่ายรูปโอ่งก็สวย หรือยิ่งเป็นตุ่มดินเผาแบบดินดิบ โดนฝนแล้วน่าจะให้ความรู้สึกชุ่มฉ่ำดี”

    เธอเห็นด้วย พร้อมกับแสดงความเห็นว่า “อย่างนี้ใครที่มีโอ่งราคาแพงๆ เก่าเก็บ แทนที่จะเก็บไว้โชว์ น่าจะลองเอามาตั้งตากฝนดูนะ คงจะสวยมากขึ้นทีเดียว”

    ฉันนึกถึงได้แต่หัวเราะในใจ จะมีนักสะสมโอ่งรายไหน ช่วยทดลองทำตามจินตนาการของเธอไหมนั่น แต่เข้าใจว่าเธอคงเกิดอาการรักฝนเข้าแล้ว

    คราวหนึ่งที่ได้ร่วมทริปไปดูศิลปินอบรมเรื่องศิลปะบำบัด ให้กับกลุ่มคนรักสุขภาพที่อยุธยา

    นอกจากกิจกรรมวาดภาพ วันนั้นทุกคนมีกิจกรรมที่ต้องเต้นออกกำลังกายกันด้วย และแล้วฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ มีลานโล่งแค่ไหนก็ไม่สามารถใช้การได้ จนในที่สุด ต้องเคลื่อนย้ายกันไปอาศัยเรือนขุนแผน ทำกิจกรรม

    ขณะที่พอสมควรกับการเก็บภาพ ของบรรดาคุณแม่บ้านที่กำลังสนุกกับการทำงานศิลปะ และออกกำลังขยับแข้งขยับขาไปตามเพลงลูกทุ่ง หมดแรงฉันก็นั่งแหม่ะลงตรงข้างเสาเรือนต้นใหญ่

    ทีแรกจะของีบหลับสักพัก เหลือบไปเห็นโอ่งใบหนึ่งที่ถูกยกขึ้นไปประดับไว้บนเรือนขุนแผนเพื่อสร้างบรรยากาศ ... ฉันนึกถึงเธออีกครั้ง

    โอ่งใบนั้นถูกถาโถมด้วยแรงน้ำจากหลังคา อยู่พักใหญ่ พอฝนเริ่มอยู่ในช่วงรักษาจังหวะ

    แค่โอ่งลายมังกรธรรมดา ก็สวยงามขึ้นด้วยเพราะฝนทันทีทันใด

    ฟรีด้า คาฮ์โล : อาจไม่ใช่ภาพของความสุข

    เรื่องโดย....ฮักก้า :: thinksea@hotmail.com

    บ่อยครั้งที่ฉันเคยตั้งคำถาม ศิลปินบางคนที่ฉันได้มีโอกาสเห็นงานของพวกเขา พวกเขาเขียนภาพบางภาพออกมาด้วยความสุขหรือไม่

    แม้ว่าคำถามของฉัน อาจไม่สำคัญเท่าภาพหรือตัวงานที่เสร็จสมบูรณ์ออกมาให้เราได้เสพ แต่ในใจลึกๆแล้ว ก็อดไม่ได้ที่อยากจะค้นไปรู้ถึงสภาวะที่แท้ของพวกเขา ก่อนที่จะร่างภาพบางภาพขึ้นในใจ หรือป้ายสีบางสีลงบนเฟรมผ้าใบ

    งานของศิลปินหญิงชาวเม็กซิกัน ฟรีด้า คาฮ์โล แม้ฉันจะไม่ปฏิเสธได้ว่า งานของเธอมีคุณค่า มีความเป็นงานศิลปะที่สมบูรณ์ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ทุกครั้งที่ตัวเองมีโอกาสได้มอง เกิดความรู้สึกกลัว มากกว่าจะรู้สึกหลง

    และเพราะความกลัวนี่เอง ที่ทำให้ฉันอยากจะทำความรู้จักเรื่องราวของเธอมากกว่าศิลปินใครอื่น

    คราวที่ภาพยนตร์เรื่อง “ฟรีด้า” เข้าโรงฉายในบ้านเรา ไม่ทราบว่ามีใครได้ไปดูกันบ้าง นั่นคือจุดเริ่มแรกสำหรับฉัน ที่ได้ Memmory ชื่อของศิลปินหญิงคนนี้เก็บไว้ในความนึกคิด

    ฟรีด้า ผู้หญิงร่างเล็ก ริมฝีปากอิ่ม คิ้วดกดำ ดูเหมือนฉันจะจำคิ้วของเธอได้มากกว่าร่างกายส่วนไหน

    เพราะในภาพทุกภาพที่เป็นภาพพอตเทรตของตัวเธอเอง เอกลักษณ์อย่างหนึ่งในภาพที่นอกจากสื่อถึงความ “ขม” บางอย่างของชีวิต ก็คือภาพของผู้หญิงที่มีคิ้วสองข้างจรดหากัน เป็นอวัยวะที่โดดเด่นออกมากให้เห็น ก่อนที่จะไล่สายตาไปดูส่วนอื่น

    สุรพงษ์ บุนนาค นักเขียนผู้ล่วงลับ ท่านช่วยฉันได้มาก ในแง่ข้อมูลชีวิต ของศิลปินดังหลายๆคน ในอีกฝั่งโลก แวนโก๊ะห์ โม่เน่ต์ โกแกง ...มาจนถึง ฟรีด้า ฉันได้รู้จักพวกเขามากกว่าความโด่งดังที่บอกเล่าต่อๆกันมา แต่ใจยังได้สัมผัสถึง ช่วงเวลาต่ำสุดของชีวิตอีกด้วย

    สำหรับฟรีด้าแล้ว ร่างกายอันบอบช้ำเพราะผ่านการผ่าตัดมาหลายครั้งนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุรถเมล์ชนกับรถราง ความปวดใจอันเกิดจากความรักที่มีต่อสามีของเธอ “ดิเอโก” จิตรกรวาดภาพฝาผนังผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งชีวิตอีกด้านคือผู้ชายมากรัก มีสัมพันธ์สวาทกับผู้หญิงมากหน้าหลายตา รวมถึง “คริตติน่า’ น้องสาวของฟรีด้าด้วย

    เป็นบ่อเกิดของความทุกข์ทั้งมวลที่มีผลทำให้ ฟรีด้าหาทางออกโดยการมีสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับผู้ชายคนอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ในแบบ “รักร่วมเพศ” ก็ตาม

    ภาพทุกภาพที่ฟรีด้าเขียนขึ้นตลอดชีวิตการเป็นศิลปินของเธอ หากนำมาร้อยเรียงต่อกัน สามารถบอกเล่าแทนความทุกข์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงของชีวิตได้เป็นอย่างดี

    ครั้งหนึ่งฟรีด้าอาจเคยเป็นหญิงสาวผู้เบิกบานและรักการวาดรูปอยู่มากก็จริง แต่สิ่งที่ทำให้ฟรีด้ามุมานะทุ่มเทให้กับการวาดภาพมากยิ่งขึ้น ก็เมื่อชีวิตได้พบกับอุปสรรคบางอย่าง

    “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาคำชม แต่ต้องการแค่คำวิจารณ์อย่างจริงจัง ฉันไม่ใช่ทั้งผู้รักในงานศิลปะหรือเป็นมือสมัครเล่น เป็นแต่ผู้หญิงที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีวิต”

    นั่นคือคำพูดของฟรีด้าในคราวที่นำภาพไปให้ดิโอโกช่วยวิจารณ์ เพราะคิดว่าตัวเองอาจจะดำรงชีวิตด้วยการทำงานศิลปะ เพื่อนำเงินมาช่วยเหลือครอบครัว ซึ่งหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลเธอได้

    ภาพของฟรีด้า มักเป็นภาพของตัวเธอเองในอารมณ์ต่างๆ เพราะฟรีด้าเคยบอกว่าเธอรู้จักตัวเองดีที่สุด แต่ส่วนใหญ่ที่สื่อออกมา ล้วนเป็นภาพอันเกิดจากความทุกข์ไม่ทางใจ ก็ทางร่างกาย

    ตัวอย่างเช่น เธอเขียนภาพชื่อ Accident และ Rtablo เพื่อสื่อถึงคราวที่เกิดอุบัติเหตุ ,เขียนภาพ Henry Ford Hospital หรือ The Flying Bed หลังจากที่ท้องจนแท้งลูก และหมอบอกกับเธอว่า ไม่สามารถมีลูกได้อีกต่อไป ความหวังที่เธอต้องการจะมีลูกกับดิเอโกเป็นนักหนา มีอันต้องสลายไป

    เธอเลิกแต่งกายด้วยเสื้อผ้าพื้นเมืองของเม็กซิโก ตัดผมที่ยาวสลวยของตนที่ดิเอโกชอบออก และเขียนภาพ A Few Small Nips เพื่อแสดงถึงความทุกข์ เมื่อรับรู้ว่าดิเอโก มีความผูกพันอย่างลับๆกับคริตติน่า ,เขียนภาพ Suicide of Dorothy Hale แสดงความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายเนื่องจากแยกทางกับดิเอโก , เขียนภาพ Diego And I มีน้ำตาไหลหยด บนหน้าผากมีรูปหน้าดิเอโกที่มีตาอยู่สามตา แสดงความหดหู่ถึงการสูญเสีย ,เขียนภาพ Broken Column ระหว่างที่ต้องใช้เครื่องรัดตัวเป็นเหล็ก นาน 5 เดือน

    มีภาพหนึ่งภาพที่ฟรีด้าเขียนขึ้นในช่วงการผ่าตัดปี พ.ศ. 2489 คือภาพ Tree of Hope แสดงถึงท้องฟ้าอันคลุมไปด้วยเมฆ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ แบ่งภาพออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนขมุกขมัว และส่วนสว่าง มีฟรีด้าสวมเครื่องแต่งกายสีแดงตามแบบฉบับเม็กซิกันนั่งอยู่ในส่วนขมุกขมัว ถือเครื่องรัดตัวสีชมพูไว้ แล้วมีร่างของฟรีด้าคนที่สองนอนอยู่บนรถเข็นของโรงพยาบาลอยู่เบื้องหลัง โดยเลือดกำลังไหลอยู่

    ฟรีด้าทั้งสองถูกขนาบด้วยรอยแตกยาวๆเหมือนเป็นสนามเพลาะ แล้วมีภูเขาเป็นฉากหลัง ฟรีด้าที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีแดงนั่งอยู่ในซีกขมุกขมัวของภาพ ดูเหมือนจะแสดงถึงความเป็นไปหลังการผ่าตัดแล้ว และการผ่าตัดครั้งนี้ที่มีผลทำให้ฟรีด้าต้องสิ้นชีวิตในเวลาต่อมา

    ยังมีอีกหลายภาพที่ไม่สามารถกล่าวถึงได้หมด รวมถึงตอนที่ดิเอโกไปมีสัมพันธ์กับดาราภาพยนตร์สาวสวย ....แต่ทุกภาพล้วนไม่ใช่ภาพอันเกิดจากความความสุข

    ความรู้สึกที่มักไม่พอใจในความไม่สมบูรณ์แบบ

    หมาป่าผู้เดียวดาย (fwd from Zentrady)

              
                       
    คิดว่าจะเองบทความของพี่บอย ตรัยมาไม่รู้ว่าเค้าว่าอะไรหรือเปล่า ไม่ได้ไปแฮกข้อมูลเค้ามา แต่ชอบทัศนคติของพี่เค้าเราเองก็เป็นแฟนตัวยงพี่เค้าด้วยอ่ะ น่านะ พี่บอย
     
     
     
     

    เรื่องราวของหมาป่า ตอนที่ 1
    3 ก.พ. 2547 เวลา 02:48 น.

     

     

     

      

    มีหมาป่าโดดเดี่ยวอยู่ตัวหนึ่ง
    นานมาแล้ว ที่มันเฝ้าถามตัวเองว่ามันเป็นใคร
    และคำถามนั้น ยังไม่เคยถูกตอบ
    ผ่านคืนและวันอันหม่นมืด
    คืนแล้วคืนเล่า
    มันเดินเหยาะๆ อยู่เพียงลำพัง ใต้แสงนีออน
    บางคืนที่ดวงจันทร์กลมดิก มันจะโก่งคอหอนเสียงดัง
    ดังและยาวนาน

    ไม่มีใครรู้ว่าเสียงที่มันหอนนั้นมีความหมายอันใด...
    ไม่มีใครเคยได้เข้าไปใกล้จนมองเห็นดวงตาของมันหรอก
    อย่างมาก คงเป็นเพียงภาพเงาของมัน
    ภาพที่ย้อนแสงจันทร์

    หมาป่าเหงาไหม
    หมาป่าเศร้าหรือเปล่า
    หัวใจหมาป่าซุกซ่อนอะไรไว้บ้าง
    ไม่อาจมีใครล่วงรู้ได้
    เราคงรู้แต่เพียงว่า..
    เป็นหมาป่า ต้องเงยหน้ามองจันทร์ แล้วหอน
    กู่หอนไปให้เนิ่นนานที่สุด
    เท่าที่ใจจะทำได้
    ก่อนที่ดวงจันทร์จะลับไป

    มนุษย์ไม่ใช่หมาป่า
    มนุษย์จะอดทนต่อความรู้สึกโดดเดี่ยวได้สักเท่าไหร่
    มนุษย์จะหลอกหัวใจของตัวเองได้นานสักแค่ไหน

    หากมีหัวใจที่เย็นเยียบ คงไม่ต้องรู้สึกรู้สาอะไร
    ถ้ามีดวงตาที่ฝ้าฝาง จะได้ไม่ต้องมองเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็น
    มีผิวหนังเป็นเกราะแข็ง ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องร้อน
    เมื่อไม่อยากเข้าใจเรื่องใด
    ก็จะได้ ..ไม่เข้าใจ

    หมาป่าตัวนี้ยังคงเดินทางต่อไป
    เหยาะย่างไป ใต้เงาแห่งแสงนีออน
    เสาะแสวงหาคำตอบที่มันยังไม่เคยได้
    รอค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ได้วนมาอีกครั้ง

    ไดอารี่เล่มสุดท้าย

    วันสุดท้ายที่มาถึง"

    ถ้าวันนี้คุณรู้ว่าวันสุดท้ายของชีวิตกำลังจะมาถึง
    วันนี้ก็คือวันเริ่มต้นของชีวิต"
    ลองคิดทบทวนกับประโยคนี้ดีดีนะครับ
    ทำไมวันเริ่มต้นของชีวิตคือวันที่เรารู้ตัวว่าใกล้จะตาย
    ผมเล่าเรื่องของคนคนนึงให้ฟังดีกว่า
    เพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งอธิบายรูปประโยคกันให้เมื่อยตุ้ม
    ที่ทำงานคุณมีการตรวจสุขภาพกันรึเปล่าครับ
    อือม์ตรวจร่างกายทั่วไปประจำปี
    ตรวจโรคติดต่อ ใช่ที่สำคัญมีการตรวจเลือดด้วย
    มีคนรู้จักคนนึงทุกวันนี้ก็ไม่รู้จะบอกว่าเค้าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่
    เป็นผู้ชายที่เข้าข่ายของกลุ่มเสี่ยงก็ว่าได้
    เอาทุกอย่างยกเว้นการพนัน
    คนนี้แหละครับที่ผลการตรวจเลือดประจำปีออกมาว่าเค้าเลือดบวก
    แต่หมอยังไม่ยืนยัน แล้วก็นัดให้ไปตรวจใหม่อีกสามเดือน
    เป็นอันว่าหลังวันตรวจเลือดและรู้ผล เค้าเชื่อว่าผลตรวจเลือดเป็นจริง
    เท่านั้นแหละครับ ชีวิตดับทันที งานการไม่ไปทำ
    หลบตัวอยู่กับบ้านประมาณอาทิตย์นึงได้
    พอเพื่อนๆ เจอหน้าเค้าอีกที
    คราวนี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่ไป
    เลิกงานแล้วก็ไปหาแฟน
    พาแฟนไปทานข้าวกับพ่อแม่ที่บ้าน เหล้าบุหรี่ก็ไม่แตะอีกเลย
    แล้วก็ไม่พูดถึงเรื่องผลการตรวจเลือดอีก เค้ากลับมาทำทุกอย่าง
    เล่นกีฬา เที่ยวต่างจังหวัด 
    จนบางทีเราก็อดสงสัยกันไม่ได้ว่าชีวิตมันมี 48 ชั่วโมงหรือไง
    เพราะมันใช้เวลาทุกนาทีคุ้มมาก
    จนกระทั่งคนทางบ้านและแฟนมันแปลกใจ
    อดไม่ได้ที่จะแอบโทรมาถามเพื่อนว่าเค้าเป็นอะไรเหรอ
    ทำไมทำตัวเหมือนคนซึ้งสัจธรรมเลย ตอนนั้นพวกเราก็อึ้งนะครับ
    เพราะทุกคนรู้ดีว่าเพราะอะไร แต่ก็มีเพื่อนคนนึงพูดขึ้นมาว่า
    นี่ถ้ามันเป็นคนดียังงี้แต่แรกมันก็ไม่ต้องตายแล้วหละ ใช่ครับ
    ถ้ามันเป็นคนดียังงี้แต่แรกมันก็ไม่ต้องตาย
    ทุกวันนี้มันฟื้นกลับมาเป็นคนอีกครั้ง
    หลังจากนั้นสามเดือนให้หลัง
    ผลตรวจเลือดปรากฏว่ามันไม่มีเลือดบวก
    ประโยคที่มันบอกกับพวกเรา
    มันบอกว่ามันดีใจที่พระเจ้าส่งมันไปดัดสันดานในนรกมาสามเดือน
    ทุกวันนี้มันรักครอบครัวรักแฟน
    แล้วพวกเราก็คิดว่ามันทำทุกอย่างได้ดีเท่าที่คนรักควรจะทำ
    จนบางทีอดอิจฉาไม่ได้อยากให้ชีวิตเฉียดๆอะไรอย่างมันบ้าง
    ชีวิตของเราเริ่มต้นเมื่อวันที่เรารู้ตัวว่ากำลังจะตาย หรือ
    จงใช้ชีวิตวันนี้ให้เหมือนว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต

    มันก็เหมือนกันความหมายเหมือนกันว่าคนเราไม่รู้จักคุณค่าของชีวิต
    จนวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง
    วันนั้นแหละที่เราจะรู้ว่าเราอยากทำอะไร
    แล้วทำไมเราต้องรอจนกระทั่งวันสุดท้ายมาถึงก่อน
    จึงคิดจะทำอะไรที่ใจอยากทำ
    แล้วถ้าสมมุติว่าพรุ่งนี้คุณกำลังจะจากคนที่คุณรักไปหละ
    วันนี้คุณจะทำอะไรให้เค้าก่อน

     

    rythm of the time

    sawaddee anyone Lady & Gentlement

    staywithme