“ผมเป็นอิมเพรสฯ ผมชอบที่จะรับพลังจากแสงอาทิตย์แล้วส่งพลังเหล่านั้นมาสู่ชิ้นงานเหมือนแวนโก๊ะ หากวันไหนไม่มีแสง หรือฝนตก วันนั้นผมจะไม่ทำงาน”
ชอง ฮอน ฟัต ศิลปินชาวปีนัง เคยบอกไว้เช่นนั้นแต่ฤดูที่ฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายเช่นนี้ คงยากที่จะมีศิลปินคนไหน ซึ่งรักการสาดแสงของดวงอาทิตย์เป็นนักหนา พอใจที่จะนั่งลงวาดภาพ ได้โดยไม่บ่นเบื่อเรื่องฝนตกรวมถึงบรรดานักถ่ายภาพก็เช่นกัน เรื่องของแสงเป็นเรื่องที่ต้องรีบช่วงชิง เวลานึกอยากจะลั่นชัตเตอร์เก็บภาพบางภาพบ่อยครั้งที่ฉันเห็นช่างภาพหลายคน ทำหน้าเสียอารมณ์ พร้อมกับเอ่ยปากบอกว่า “แสงไม่มีเลยว่ะ” ขณะยืนอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์สวยๆ แต่ทว่าวันนั้นเป็นวันที่ท้องฟ้าช่างอับแสงเสียเหลือเกินเรื่องของฤดูกาลเป็นเรื่องที่ว่ากันไม่ได้ เพราะเข้าเดือนหก ฝนก็ย่อมต้องตก พรำพรำ อย่างที่ในเพลง “ฝนเดือนหก” ของ “รุ่งเพชร แหลมสิงห์” เขาร้องในยามที่ฝนตกช่วงเป็นเวลาที่ต่อมความเหงาของมนุษย์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่มีใครบางคนนั่งทำหน้าอ้อยสร้อย มองออกไปนอกหน้าต่าง นึกอะไรไปได้ไกลโพ้นและมีไม่น้อยที่บีบน้ำตาออกมาแข่งกับสายฝน เป็นข้อเท็จจริงที่ใครหลายคนไม่กล้ายอมรับ เพราะกลัวจะถูกประณามว่าช่างเป็นคนที่อินกับดินฟ้าอากาศเสียเหลือเกิน คงจะดีไม่น้อยถ้ามีศิลปินหรือใครซักคนลุกขึ้นมาแปรความเหงาเป็นงานฉันมีเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งจะเล่าให้ฟัง...เธอไม่ใช่คนทำงานศิลปะ ในนิยามที่วัดกันโดย การทำมาต่อเนื่องยาวนานหลังจากที่ได้รับคำตอบจากแพทย์แน่ชัดแล้วว่า ชีวิตนี้ เธอไม่สามารถที่จะลุกขึ้นเดินเหินได้เหมือนคนปกติทั่วไป คลายจากความโศกเศร้า เธอพยายามมองหาอะไรสักอย่างทำ เพื่อเป็นการเติมเต็มชีวิตให้ดูมีค่าและไม่น่าเบื่อหน่ายเสียจนเกินไปเธออ่านพบถ้อยคำบอกเล่าของกวีหญิงคนหนึ่งที่มีคุณพ่อเป็นอัมพาต ในหนังสือรวมปาฐกถาเรื่อง “ดุลยภาพแห่งชีวิต” และถ้อยคำเหล่านั้น มันก็ทำให้เธอเรียกพลังของชีวิตที่เคยมีคืนมาได้มากขึ้นคุณพ่อของกวีหญิงคนนั้น มีงานอดิเรกด้วยการถ่ายภาพทางหน้าต่างห้องนอน มุมเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้าเป็นคนที่มีร่างกายปกติ คงไม่มีใครหลงใหลที่จะถ่ายภาพมุมเก่ามุมเดิมตลอดไปใช่ไหมคะ แต่เพราะว่าชายคนนั้นพิการ สายตาของเขาจึงได้มีโอกาสหยุดมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา ตรงหน้าราวตากผ้านอกหน้าต่าง บางเวลามีผ้าตากอยู่เต็มไปหมด บางเวลามีนกบางตัวบินมาเกาะ บางเวลาแสงบางแสงสาดลงมาไม่เท่ากัน และบางเวลาที่ผ้านั้นเปียกฝน มุมๆเดิม แต่ภาพไม่เคยซ้ำโชคชะตาของชีวิตที่ไม่อยากรับไว้ เกิดกับผู้หญิงคนหนึ่งของฉัน ในช่วงฤดูฝน เมื่อนึกถึงเรื่องที่เคยอ่าน เธอก็ขอนำบางเสี้ยวตอนมาปรับใช้กับชีวิตตัวเองบ้างทุกวันเธอเห็นคนที่บ้านกลางร่มและสวมรองเท้าแตะลุยน้ำออกไปทำงานและทำธุระนอกบ้านยามที่ร่มสีสวยหลากสีของคนในบ้านและบรรดาหลานๆ ถูกนำกลับมาตากเรียงกันไว้เต็มลานซีเมนต์หน้าบ้าน เธอมีความสุข และนึกอยากจะวาดภาพยามที่ร่มไม่อยู่ แต่มีเพียงฝนเท่านั้น ที่ไล่เสียงลงมาตามหลังคาบ้านให้ได้ยิน จากตกเบาๆก็เริ่มตกหนักเข้า.. และหนักเข้าภาพของฝนที่ตกลงสู่พื้น กระดอนขึ้นเป็นดอกฝนบานสะพรั่ง สวยงามได้ไม่แพ้ไม้ดอกตามต้นเช่นกัน ...และเธอก็เลือกถ่ายภาพเก็บไว้บางครั้งฉันเคยแลกเปลี่ยนกับเธอ “หน้าฝนเช่นนี้ถ่ายรูปโอ่งก็สวย หรือยิ่งเป็นตุ่มดินเผาแบบดินดิบ โดนฝนแล้วน่าจะให้ความรู้สึกชุ่มฉ่ำดี”เธอเห็นด้วย พร้อมกับแสดงความเห็นว่า “อย่างนี้ใครที่มีโอ่งราคาแพงๆ เก่าเก็บ แทนที่จะเก็บไว้โชว์ น่าจะลองเอามาตั้งตากฝนดูนะ คงจะสวยมากขึ้นทีเดียว”ฉันนึกถึงได้แต่หัวเราะในใจ จะมีนักสะสมโอ่งรายไหน ช่วยทดลองทำตามจินตนาการของเธอไหมนั่น แต่เข้าใจว่าเธอคงเกิดอาการรักฝนเข้าแล้วคราวหนึ่งที่ได้ร่วมทริปไปดูศิลปินอบรมเรื่องศิลปะบำบัด ให้กับกลุ่มคนรักสุขภาพที่อยุธยานอกจากกิจกรรมวาดภาพ วันนั้นทุกคนมีกิจกรรมที่ต้องเต้นออกกำลังกายกันด้วย และแล้วฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ มีลานโล่งแค่ไหนก็ไม่สามารถใช้การได้ จนในที่สุด ต้องเคลื่อนย้ายกันไปอาศัยเรือนขุนแผน ทำกิจกรรมขณะที่พอสมควรกับการเก็บภาพ ของบรรดาคุณแม่บ้านที่กำลังสนุกกับการทำงานศิลปะ และออกกำลังขยับแข้งขยับขาไปตามเพลงลูกทุ่ง หมดแรงฉันก็นั่งแหม่ะลงตรงข้างเสาเรือนต้นใหญ่ทีแรกจะของีบหลับสักพัก เหลือบไปเห็นโอ่งใบหนึ่งที่ถูกยกขึ้นไปประดับไว้บนเรือนขุนแผนเพื่อสร้างบรรยากาศ ... ฉันนึกถึงเธออีกครั้งโอ่งใบนั้นถูกถาโถมด้วยแรงน้ำจากหลังคา อยู่พักใหญ่ พอฝนเริ่มอยู่ในช่วงรักษาจังหวะ
แค่โอ่งลายมังกรธรรมดา ก็สวยงามขึ้นด้วยเพราะฝนทันทีทันใด
若要添加评论,请使用您的 Windows Live ID 登录(如果您使用过 Hotmail、Messenger 或 Xbox LIVE,您就拥有 Windows Live ID)。登录
还没有 Windows Live ID 吗?请注册